ข้าวเกรียบแก้วมังกร

โครงงานการงานอาชีพ และเทคโนโลยี

เรื่อง ข้าวเกรียบแก้วมังกร

จัดทำโดย

1. นาย จตุพงศ์  วงค์ษา  เลขที่  1

2. นาย ธานี  ธิโร  เลขที่  2

3. นาย สันติภาพ  สีหะวงษ์  เลขที่  3

4. นาย สุวรักษ์  มากกลาง  เลขที่  4

5. นาย อรรถชัย  อะทะถ้ำ  เลขที่  5

6. นาย ศรินทร์  โพธิญาณ  เลขที่  6

7. นาย เจนปรัชญา  ยมศรีเคน  เลขที่  7

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6/2

 

 

โรงเรียนแม่ลาววิทยาคม อำเภอแม่ลาว  จังหวัดเชียงราย

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 36

 

 

 

 

 

บทคัดย่อ

โครงงานเรื่อง  ข้าวเกรียบแก้วมังกร  มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มมูลค่าของผลผลิตแก้วมังกร

เพื่อลดจำนวนผลผลิตแก้วมังกรในท้องตลาดที่มีอยู่มาก เพื่อเกิดทักษะในการทำงานเป็นกลุ่ม

โดยมีขั้นตอนและวิธีดำเนินกาดังนี้ นำผลแก้วมังกรไปปั่นจนละเอียด นำแก้วมังกรที่ปั่นจนละเอียดมาผสมกับแป้งมันสำปะหลังจนเป็นเนื้อเดียวกัน โดยค่อย ๆ ใส่แก้วมังกรทีละนิดเพื่อไม่ให้แป้งเหลวเกินไป นำแป้งที่ได้มาปั้นเป็นแท่งนำไปนึ่งราว 1 ชั่วโมง จนแป้งสุกได้ที่พอดี จากนั้นก็นำไปแช่ไว้ในตู้เย็น หลังจากที่แช่ตู้เย็นแล้วก็นำไปหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ หากชิ้นที่หั่นมีความหนามากเมื่อเวลานำไปทอดจะทำให้ข้าวเกรียบสุกไม่เท่ากัน นำใส่ถาดผึ่งแดดไว้ 1 แดด จนข้าวเกรียบมีลักษณะแข็งและใสขึ้น นำมาทอด หรือใส่ถุงเก็บไว้ขณะที่ยังไม่ทอด ผลการทดลองพบว่า ผลิตข้าวเกรียบแก้วมังกรครั้งที่ 1 ทดลองผสมส่วนผสมตามสูตรในการทำข้าวเกรียบ แต่ไม่ใส่น้ำตาล ปรากฏว่า เมื่อนำไปนึ่ง แป้งที่ปั้นนั้นจะขยายตัวใหญ่ขึ้นเมื่อโดนความร้อน หดตัวเมื่อนำไปแช่ในตู้เย็น เมื่อนำไปทอดแล้ว ข้าวเกรียบมีลักษณะกรอบ ฟูนิดหน่อย รสชาติจืด มีกลิ่นหอมของพริกไทย ผลิตข้าวเกรียบแก้วมังกรครั้งที่ 2 ทดลองผสมส่วนผสมตามสูตรในการทำข้าวเกรียบ แต่ทดลองเพิ่มแป้งข้าวเหนียวลงไปปรากฏว่า เมื่อนำไปนึ่ง แป้งที่ปั้นนั้นไม่ขยายตัวทั้งเมื่อโดนความร้อน นำไปแช่ในตู้เย็น เมื่อนำไปทอดแล้ว ข้าวเกรียบจะสุกไม่ทั่วกัน มีลักษณะแข็ง ไม่กรอบ ไม่ฟู รสชาติอร่อย มีกลิ่นหอมของพริกไทย ผลิตข้าวเกรียบแก้วมังกรครั้งที่ 3 ทดลองผสมส่วนผสมตามสูตรในการทำข้าวเกรียบ ปรากฏว่า เมื่อนำไปนึ่ง แป้งที่ปั้นนั้นจะขยายตัวใหญ่ขึ้นเมื่อโดนความร้อน หดตัวเมื่อนำไปแช่ในตู้เย็น เมื่อนำไปทอดแล้ว ข้าวเกรียบมีลักษณะกรอบ ฟูนิดหน่อย รสชาติอร่อย มีกลิ่นหอมของพริกไทย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กิตติกรรมประกาศ

รายงานโครงงานฉบับนี้สำเร็จได้อย่างเสร็จสมบูรณ์  เนื่องจากด้วยความช่วยเหลืออย่างดียิ่งจาก  คุณครูสุพัตรา  ถมยา  ที่ได้กรุณาให้คำแนะนำปรึกษา  และข้อมูลต่าง ๆ ในการทำรายงานโครงงานฉบับนี้ ขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง

 

ขอขอบพระคุณ  คุณครูในกลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ที่ให้คำติชมในรสชาติของอาหาร ตลอดจนแนะนำในการทำรายงานโครงงานฉบับนี้ ขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง

 

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณเพื่อน ๆ ในกลุ่ม ที่ได้ให้ความร่วมมือ  ร่วมแรง ร่วมใจให้ข้อแนะนำเสนอแนะ  ในการทำโครงงานฉบับนี้ ทำให้โครงงานฉบับนี้สำเร็จลุล่วงออกมาได้เป็นอย่างดี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คำนำ

 

รายงานโครงงานฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นเอกสารนำเสนอผลการดำเนินงานในการทำโครงงาน ในรายวิชาการงานอาชีพ และเทคโนโลยี รหัสวิชา ง33101 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในหัวข้อเรื่อง ข้าวเกรียบแก้วมังกร

 

แก้วมังกร (Dragon Fruit) พืชสมุนไพรใกล้ตัวที่มากด้วยสรรพคุณทางยา ต้นแก้วมังกรเป็นไม้ผลที่มีสรรพคุณทางยาเหมือนกับพืชสมุนไพร แก้วมังกรเป็นพืชในตระกูลเดียวกับต้นกระบองเพชรแต่แก้วมังกรเป็นไม้เลื้อยมีลำต้นอ่อนต้องอาศัยเกาะยึดอยู่กับหลักจึงจะสามารถเจริญเติบโตแผ่กิ่งก้านขยายออกไปได้ ลำต้นของแก้วมังกรมีลักษณะอวบน้ำเป็นแฉกสามแฉกคล้ายต้นโบตั๋น ผลของแก้วมังกรเมื่อผ่าออกดูจะมีเนื้อสีขาวขุ่น (พันธุ์ไต้หวันจะมีเนื้อสีแดง) ภายในเนื้อจะมีเมล็ดเล็กๆ คล้ายเม็ดงาดำแทรกกระจายอยู่ทั่วไปในเนื้อแก้วมังกร

 

ทางคณะผู้จัดทำหวังว่า โครงงานการงานอาชีพ และเทคโนโลยี เรื่อง ข้าวเกรียบแก้วมังกร ฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจศึกษาในเรื่องของการทำสบู่จากน้ำมันพืชเหลือใช้ ได้นำไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ในอนาคต และสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาการทำโครงงานในเรื่องอื่น ๆ ได้นำไปเป็นแบบอย่างในการทำโครงงานสืบต่อไป หากมีข้อผิดพลาดประการใด ทางคณะผู้จัดทำก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

คณะผู้จัดทำ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สารบัญ

รายการ                                                                                                                                                                     หน้า

บทคัดย่อ …………………………………………………………………………………………………………. (ก)

กิตติกรรมประกาศ ……………………………………………………………………………………………. (ข)

คำนำ ………………………………………………………………………………………………………………. (ค)

สารบัญ …………………………………………………………………………………………………………… (ง)

บทที่ 1  บทนำ …………………………………………………………………………………………………..

ที่มาและความสำคัญ ………………………………………………………………………………..

วัตถุประสงค์ของโครงงาน ……………………………………………………………………….

บทที่ 2  เอกสารที่เกี่ยวข้อง…………………………………………………………………………………..

บทที่ 3  อุปกรณ์และวิธีการดำเนินการ ………………………………………………………………….

บทที่ 4  ผลการทดลอง ………………………………………………………………………………………..

บทที่ 5  สรุปผลและอภิปรายผล …………………………………………………………………………..

สรุปผลการทดลอง ………………………………………………………………………………….

อภิปรายผลการทดลอง …………………………………………………………………………….

ข้อเสนอแนะ ………………………………………………………………………………………….

ประโยชน์ที่ได้จากโครงงาน …………………………………………………………………….

บรรณานุกรม ……………………………………………………………………………………………………

ภาคผนวก ………………………………………………………………………………………………………..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่  1

บทนำ

 

ที่มาและความสำคัญ

การทานแก้วมังกรมีจุดประสงค์เพื่อในการลดน้ำหนัก ถึงแม้นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของประโยชน์จากแก้วมังกร อย่างไรก็ตามการที่มีคนหันมาสนใจกินแก้วมังกรเพิ่มขึ้นจนทำให้แก้วมังกรกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้แก่คนไทย  ทำให้ผลผลิตแก้วมังกรออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก  จึงส่งผลทำให้ราคาของผลผลิตแก้วมังกรมีราคาตกต่ำ  เกษตรกรขาดทุนจากราคาผลผลิตแก้วมังกร  ด้วยเหตุนี้ทางคณะผู้จัดทำจึงได้คิดหาวิธีเพิ่มมูลค่าของแก้วมังกรโดยการทำเป็นข้าวเกรียบ  และข้าวเกรียบแก้วมังกรยังมีต้นทุนในการผลิตต่ำอีกด้วย

 

วัตถุประสงค์ของโครงงาน

1. เพื่อเพิ่มมูลค่าของผลผลิตแก้วมังกร

2. เพื่อลดจำนวนผลผลิตแก้วมังกรในท้องตลาดที่มีอยู่มาก

3. เพื่อเกิดทักษะในการทำงานเป็นกลุ่ม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่  2

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

            แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีรสชาติหวานอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แคลอรี่ต่ำอุดมไปด้วยวิตามินซี แมกนีเซียมและแคลเซียม แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีกากใยสูง เมล็ดสีดำเล็ก ๆ ที่กระจายอยู่ทั่วไปในผลแก้วมังกรจะอุดมไปด้วยไขมันที่ไม่อิ่มตัวซึ่งช่วยต่อต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น       แก้วมังกรจึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายด้าน

สรรพคุณของแก้วมังกรอีกอย่างหนึ่งคือใช้เป็นผลไม้เสริมสุขภาพและความงาม ใช้บริโภคเพื่อจุดประสงค์ในการลดน้ำหนัก เนื่องจากเมื่อกินแก้วมังกรแล้วจะรู้สึกอิ่ม  และในผลแก้วมังกรก็มีกากใยสูงประกอบกับให้แคลอรี่ต่ำจึงนิยมใช้บริโภคเพื่อลดน้ำหนัก

แก้วมังกรเป็นพืชในตระกูลกระบองเพชรซึ่งมีสารที่มีประโยชน์  คือ  มิวซิเลจ  (Mucilage) ที่มีลักษณะคล้ายวุ้นเจลช่วยดูดซับน้ำในร่างกาย ควบคุมระดับกลูโคสในคนที่เป็นโรคเบาหวาน(ชนิดไม่พึ่งอินซูลิน)  แก้วมังกรยังมีประโยชน์ในการบรรเทาโรคโลหิตจางช่วยเพิ่มธาตุเหล็กให้แก่ร่างกาย นอกจากนี้ผลแก้วมังกรยังมีสรรพคุณในการป้องกันโรคหัวใจ มะเร็งลำไส้และต่อมลูกหมาก เบาหวาน ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของกระดูกและฟัน

การปลูกแก้วมังกร เนื่องจากแก้วมังกรเป็นพืชที่มีลำต้นอ่อนมีลักษณะเป็นไม้เลื้อย ดังนั้นวิธีการปลูกแก้วมังกรจึงต้องสร้างหลักให้ลำต้นของต้นแก้วมังกรเกาะยึด หลักที่ให้แก้วมังกรเกาะยึดจะเป็นเสาปูนหรือทำจากไม้เนื้อแข็งก็ได้โดยปักหลักให้สูงประมาณ 1.5 – 2.0 เมตร มีระยะห่างระหว่างหลักประมาณ 3 เมตร ด้านบนของหลักทำเป็นร้านให้กิ่งของแก้วมังกรแผ่ขยายออกไป รอบๆ หลักแต่ละหลักให้เตรียมหลุม 4 หลุมสำหรับปลูกกิ่งพันธุ์แก้วมังกรหลุมละ 1 ต้น ใช้ปุ๋ยหมักเก่ารองก้นหลุมประมาณหลุมละ 1 บุ้งกี๋ แล้วนำกิ่งพันธุ์แก้วมังกรมามัดให้แนบกับหลักแล้วทำบังแดดให้กิ่งพันธุ์แก้วมังกรประมาณ 1-2 อาทิตย์

วิธีการดูแลรักษาต้นแก้วมังกร แก้วมังกรเป็นพืชที่ดูแลรักษาง่าย รดน้ำให้ดินชื้นแต่อย่าให้แฉะแล้วใช้ฟาง เศษหญ้าแห้งหรือแกลบเป็นวัสดุคลุมดินบริเวณโคนต้นเพื่อช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื้นของดินไว้ ใส่ปุ๋ยคอกหลักละ 1 บุ้งกี๋แล้วเสริมด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หลักละ 1-2 ช้อนแกง การให้ปุ๋ยให้เว้นระยะ 2-3 เดือนต่อครั้งโดยดูจากความสมบูรณ์ของต้นแก้วมังกรเป็นสิ่งสำคัญ

ต้นแก้วมังกรที่ปลูกมาจากการใช้กิ่งปักชำหลังจากปลูกได้ประมาณ 8-10 เดือนก็จะเริ่มออกดอกและให้ผลผลิต โดยปกติแล้วต้นแก้วมังกรจะให้ผลผลิต 4 รุ่นใน 1 ปี ผลแก้วมังกรที่เก็บมาจากต้นสามารถวางขายในตลาดได้หลายวัน หากใส่ผลแก้วมังกรในถุงพลาสติกแล้วแช่เย็นจะเก็บไว้ได้ไม่น้อยกว่า 15 วันแต่ต้องระวังเรื่องการเปียกน้ำและความชื้นที่อาจจะทำให้ผลแก้วมังกรเน่าเสียง่าย

แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีทั้งสรรพคุณทางยา คุณค่าทางโภชนาการหากรู้จักกินเป็นอาหารรักษาโรค (เภสัชโภชนา) แล้วยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพกับความงาม (ผิวพรรณและการลดน้ำหนัก)อีกด้วย จนอาจพูดได้ว่า แก้วมังกรเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายเช่นเดียวกับผลไม้ชนิดอื่นๆ เช่น มะละกอ ส้ม กล้วย ฯลฯ ดังนั้นหากเรารู้จักเลือกรับประทาน”ผลไม้เพื่อสุขภาพ”ให้ถูกต้องย่อมเกิดผลดีกับร่างกายอย่างแน่นอน แต่วิธีการกินผลไม้ที่ถูกต้องก็คล้ายกับการกินอาหารนั่นคือต้องกินให้หลากหลายจึงจะได้รับสารอาหารและประโยชน์อย่างครบถ้วน การกินผลไม้ก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน ไม่ใช่พอรู้ว่าแก้วมังกรมีประโยชน์และดีต่อสุขภาพมากมายหลายประการแล้วก็พยายามหาและกินเฉพาะแก้วมังกรเท่านั้นผลไม้อื่นที่นอกเหนือจากแก้วมังกรแล้วไม่ยอมกินเลย ถ้าทำอย่างนี้จะไม่ได้รับประโยชน์จากการกินผลไม้ที่ถูกต้องเรียกว่า “กินไม่เป็น” ดังนั้นให้เดินทางสายกลางคือกินแต่พอดีจะดีที่สุด

 

อ้างอิงจาก http://thai-good-health.blogspot.com/2009/07/dragon-fruit.html

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่  3

อุปกรณ์และวิธีการดำเนินการ

วัสดุ                                                                            อุปกรณ์

แป้งมันสำปะหลัง  1  กิโลกรัม                       เครื่องปั่นไฟฟ้า

พริกไทยป่น  2.5  ช้อนโต๊ะ                             ชามขนาดใหญ่

น้ำตาลทราย  1.5  ช้อนโต๊ะ                             ถาด

ผลแก้วมังกร                                                   หม้อนึ่ง

มีดสองคม

วิธีการดำเนินงาน

            1.นำผลแก้วมังกรไปปั่นจนละเอียด

2.นำแก้วมังกรที่ปั่นจนละเอียดมาผสมกับแป้งมันสำปะหลังจนเป็นเนื้อเดียวกัน โดยค่อย ๆ ใส่แก้วมังกรทีละนิดเพื่อไม่ให้แป้งเหลวเกินไป

3.นำแป้งที่ได้มาปั้นเป็นแท่ง

4.นำไปนึ่งราว 1 ชั่วโมง จนแป้งสุกได้ที่พอดี จากนั้นก็นำไปแช่ไว้ในตู้เย็น

5.หลังจากที่แช่ตู้เย็นแล้วก็นำไปหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ หากชิ้นที่หั่นมีความหนามากเมื่อเวลานำไปทอดจะทำให้ข้าวเกรียบสุกไม่เท่ากัน

6.นำใส่ถาดผึ่งแดดไว้ 1 แดด จนข้าวเกรียบมีลักษณะแข็งและใสขึ้น

7.นำมาทอด หรือใส่ถุงเก็บไว้ขณะที่ยังไม่ทอด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตารางวางแผนการปฏิบัติงาน

 

ระยะเวลา

กิจกรรมที่ปฏิบัติ

สถานที่ดำเนินงาน

ผู้รับผิดชอบ

27 มิ.ย. 54 เสนอ/เลือกหัวข้อในการทำโครงงาน

ห้องเรียน 331

สมาชิกทุกคน

28 มิ.ย. –

1 ก.ค. 54

ศึกษาวิธีการทำโครงงาน

โรงเรียนแม่ลาววิทยาคม

จตุพงศ์ , ธานี

4 ก.ค. 54 ค้นคว้าหาข้อมูลในการทำข้าวเกรียบ

ห้องเรียน 331

สุวรักษ์ , ศรินทร์ ,

เจนปรัชญา

  เสนอแบบเสนอโครงงาน เพื่อขออนุมัติในการทำโครงงาน

ห้องเรียน 331

สมาชิกทุกคน

12 ก.ค. 54 ,

17 ก.ค. 54 ,

23 ก.ค. 54

ผลิตข้าวเกรียบแก้วมังกร

บ้านสันติภาพ ,

บ้านจตุพงศ์ ,

บ้านเจนปรัชญา

สมาชิกทุกคน

  ประเมินคุณภาพของข้าวเกรียบ

โรงเรียนแม่ลาววิทยาคม

สมาชิกทุกคน

16 ส.ค. 54 สรุปผลการดำเนินงาน และจัดทำรูปเล่มโครงงาน

โรงเรียนแม่ลาววิทยาคม

สันติภาพ , อรรถชัย

  นำเสนอผลการทำโครงงาน

โรงเรียนแม่ลาววิทยาคม

สมาชิกทุกคน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 4

ผลการทดลอง

ผลิตข้าวเกรียบแก้วมังกรครั้งที่ 1

ทดลองผสมส่วนผสมตามสูตรในการทำข้าวเกรียบ แต่ไม่ใส่น้ำตาล ปรากฏว่า เมื่อนำไปนึ่ง แป้งที่ปั้นนั้นจะขยายตัวใหญ่ขึ้นเมื่อโดนความร้อน หดตัวเมื่อนำไปแช่ในตู้เย็น เมื่อนำไปทอดแล้ว ข้าวเกรียบมีลักษณะกรอบ ฟูนิดหน่อย รสชาติจืด มีกลิ่นหอมของพริกไทย

 

ผลิตข้าวเกรียบแก้วมังกรครั้งที่ 2

ทดลองผสมส่วนผสมตามสูตรในการทำข้าวเกรียบ แต่ทดลองเพิ่มแป้งข้าวเหนียวลงไปปรากฏว่า เมื่อนำไปนึ่ง แป้งที่ปั้นนั้นไม่ขยายตัวทั้งเมื่อโดนความร้อน นำไปแช่ในตู้เย็น เมื่อนำไปทอดแล้ว ข้าวเกรียบจะสุกไม่ทั่วกัน มีลักษณะแข็ง ไม่กรอบ ไม่ฟู รสชาติอร่อย มีกลิ่นหอมของพริกไทย

 

ผลิตข้าวเกรียบแก้วมังกรครั้งที่ 3

ทดลองผสมส่วนผสมตามสูตรในการทำข้าวเกรียบ ปรากฏว่า เมื่อนำไปนึ่ง แป้งที่ปั้นนั้นจะขยายตัวใหญ่ขึ้นเมื่อโดนความร้อน หดตัวเมื่อนำไปแช่ในตู้เย็น เมื่อนำไปทอดแล้ว ข้าวเกรียบมีลักษณะกรอบ ฟูนิดหน่อย รสชาติอร่อย มีกลิ่นหอมของพริกไทย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 5

สรุปผลและอภิปรายผล

 

สรุปผลการทดลอง

ในการทดลองผลิตข้าวเกรียบแก้วมังกรครั้งที่ 1

เป็นการทดลองเพื่อค้นหาว่า ในการทำข้าวเกรียบแก้วมังกร จะต้องใส่ส่วนผสมอะไรบ้าง ซึ่งผลก็คือ ข้าวเกรียบแก้วมังกรมีลักษณะกรอบ  แต่ยังขาดในเรื่องรสชาติ เพราะไม่ได้ใส่ส่วนผสม คือ น้ำตาลทรายลงไป

 

ในการทดลองผลิตข้าวเกรียบแก้วมังกรครั้งที่ 2

เป็นการทดลองเมื่อถ้าเราผสมแป้งข้าวเหนียวเข้าไป ข้าวเกรียบแก้วมังกรจะเป็นอย่างไร ซึ่งผลก็คือ ข้าวเกรียบแก้วมังกรมีลักษณะแข็ง และไม่อร่อย อีกทั้งยังสุกไม่ทั่วกัน

 

ผลิตข้าวเกรียบแก้วมังกรครั้งที่ 3

ในการทดลองครั้งนี้ได้วิธีการผลิตที่แน่นอน คือ ใช้ส่วนผสมตามสูตร เมื่อเราปั้นแป้งก่อนที่จะนำไปนึ่ง แป้งจะยุบตัว ดังนั้นเราจึงนำไปคลุกกับแป้งมันสำปะหลัง จนแป้งจับตัวเป็นแท่ง แล้วจึงนำไปนึ่งได้ ซึ่งผลก็คือ ข้าวเกรียบแก้วมังกรมีรสชาติอร่อย กรอบ และถูกใจคนรับประทาน

 

ข้อเสนอแนะ

            ในการทำโครงงานครั้งนี้ ต้องอาศัยแสงแดดในการตากข้าวเกรียบให้แห้งก่อนจะนำมาทอด แต่ในฤดูนี้เป็นฤดูฝนจึงเกิดปัญหาในการทำ

ประโยชน์ที่ได้จากโครงงาน

1.เกิดทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้

2.เกิดรายได้ระหว่างเรียน ในการนำผลิตภัณฑ์ออกไปจำหน่ายได้

3.นักเรียนสามารถนำไปประกอบเป็นอาชีพในอนาคตได้

 

 

 

 

บรรณานุกรม

 

ออนไลน์ (4 กรกฎาคม 2554)

http://thai-good-health.blogspot.com/2009/07/dragon-fruit.html

 

แผนผังงาน Flowchart

ผังงานระบบ คือ   รูปภาพหรือสัญลักษณ์ที่ใช้แทนลำดับ  หรือขั้นตอนในโปรแกรมรูปภาพหรือสัญลักษณ์ที่ใช้เป็นเอกลักษณ์  และแทนความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง

 

ประเภทของผังงาน
โดยทั่วไปผังงานคอมพิวเตอร์แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่

  1. ผังงานระบบ(System  Flowchat)

เป็นผังงานที่แสดงถึงขั้นตอนการทำงานภายในระบบหนึ่ง ๆ โดยจะแสดงถึงความเกี่ยวข้องของส่วนที่สำคัญต่าง ๆ ในระบบนั้น เช่น เอกสารเบื้องต้น  หรือสื่อบันทึกข้อมูลที่ใช้อยู่เป็นอะไร  และผ่านไปยังหน่วยงานใด  มีกิจกรรมอะไรในหน่วยงานนั้น  แล้วจะส่งต่อไปหน่วยงานใด  เป็นต้น  ดังนั้นผังงานระบบอาจเกี่ยวข้องกับคน  วัสดุ  และเครื่องจักร  ซึ่งแต่ละจุดจะประกอบไปด้วย   การนำข้อมูลเข้า  วิธีการประมวลผลและการแสดงผลลัพธ์       (Input – Process – Output) ว่ามาจากที่ใดอย่างกว้าง ๆ จึงสามารถเขียนโปรแกรมจากผังงานระบบได้

2.   ผังงานโปรแกรม(Program Flowchat) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ผังงาน

ผังงานประเภทนี้แสดงถึงขั้นตอนของคำสั่งที่ใช้ในโปรแกรม  ผังงานนี้อาจสร้างจากผังงานระบบโดยผู้เขียนผังงานจะดึงเอาแต่ละจุดที่เกี่ยวข้องการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏในผังงานระบบมาเขียน  เพื่อให้ทราบว่าถ้าจะใช้คอมพิวเตอร์ทำงานในจุดนั้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตามต้องการ  ควรที่จะมีขั้นตอนคำสั่งอย่างไร  และจะได้นำมาเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทำงานต่อไป

ประโยชน์และข้อจำกัดของผังงานระบบ
ผังงานระบบเป็นเอกสารประกอบโปรแกรม ซึ่งจะช่วยให้การศึกษาลำดับขั้นตอนของโปรแกรมง่ายขั้น จึงนิยมเขียนผังงานระบบประกอบการเขียนโปรแกรม ด้วยเหตุผลดังนี้
1 คนส่วนใหญ่สามารถเรียนรู้และเข้าใจผังงานระบบได้ง่าย เพราะผังงานระบบไม่ขั้นอยู่กับภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาใดภาษาหนึ่งโดยเฉพาะ
2 ผังงานระบบเป็นการสื่อความหมายด้วยภาพ ทำให้ง่ายและสะดวกต่อการพิจารณาถึงลำดับข้นตอนในการทำงาน ซึ่งน่าจะดีกว่าบรรยายเป็นตัวอักษร การใช้ข้อความหรือคำพูดอาจจะสื่อความหมายผิดไปได้
3 ในงานโปรแกรมที่ไม่สลับซับซ้อน สามารถใช้ผังงานระบบตรวจสอบความถูกต้องของลำดับขั้นตอนได้ง่าย ถ้ามีที่ผิดในโปรแกรมจะแก้ไขได้สะดวกและรวดเร็วขั้น
4 การเขียนโปรแกรมโดยพิจารณาจากผังงานระบบ สามารถทำให้รวดเร็วและง่ายขั้น
5 การบำรุงรักษาโปรแกรมหรือการเปลี่ยนแปลงแก้ไขโปรแกรมให้มีประสิทธิภาพถ้าดูจากผังงานระบบจะช่วยให้สามารถทบทวนงานในโปรแกรมก่อนปรับปรุงได้ง่ายขั้น

 

ข้อจำกัดของผังงานระบบ
ู้เขียนโปรแกรมบางคนไม่นิยมการเขียนผังงานระบบก่อนที่จะเขียนโปรแกรมเพราะ
เสียเวลาในการเขียนเป็นรูปภาพหรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีเหตุผลอื่น ๆ ได้แก่
1 ผังงานระบบเป็นการสื่อความหมาระหว่างบุคคลต่อบุคคลมากกว่าที่จะสื่อความหมายระหว่างบุคคลกับเครื่อง เพราะผังงานระบบไม่ขึ้นอยู่กับภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาใดภาษาหนึ่ง ทำให้เครื่องไม่สามารถรับและเข้าใจว่าในผังงานระบบนั้นต้องการให้ทำอะไร
2 บางครั้งเมื่อพิจารณาจากผังงานระบบ จะไม่สามารถทราบได้ว่า ขั้นตอนการทำงานใดสำคัญกว่ากัน เพราะทุก ๆ ขั้นนอนจะใช้รูปาภพหรือสัญลักษณ์ในลักษณะเดียวกัน
3การเขียนผังงานระบบเป็นการสิ้นเปลือง เพราะจะต้องใช้กระดาษและอุปกรณ์อื่น ๆ ประกอบการเขียนภาพ บางครั้งการเขียนผังงานระบบอาจจะต้องใช้กระดาษมากกว่า 1 แผ่นทั้ง ๆ ที่การอธิบายงานเดียวกันจะใช้เนื้อที่เพียง 3-4 บรรทัดเท่านั้น
4 ผังงานระบบจะมีขนาดใหญ่ ถ้าโปรแกรมที่พัฒนาเป็นงานใหญ่ ทำให้ผังงานระบบแลดูเทอะทะไม่คล่องตัว และถ้ามีการปรับเปลี่ยนผังงานระบบจะทำได้ยาก บางครั้งอาจจะต้องเขียนผังงานขั้นใหม่
5 ในผังงานระบบจะบอกขั้นตอนการปฏิบัติงานว่าเป็นลำดับอย่างไร ปฏิบัติงานอะไรแต่จะไม่ระบุให้ทราบว่าทำไมจึงต้องเป็นลำดับและต้องปฏิบัติงานอย่างนั้น
6 ในภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันในปัจจุบัน เช่น ภาษาซี ผังงานระบบไม่สามารถแทนลักษณะคำสั่งในภาษาได้ชัดเจน ตรงไปตรงมา

สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเขียนผังงานระบบ
การเขียนผังงานระบบต้องใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ นำมาเรียงกัน เพื่อแสดงลำดับขั้นตอนการทำงาน โดยมีลูกศรเชื่อมระหว่างภาพต่าง ๆ สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเขียนผังงานระบบที่นิยมใช้กันนั้นเป็นสัญลักษณ์ของหน่วยงานสถาบันมาตรฐานแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (American National Standard Institute : ANSI) และองค์การมาตรฐานนานาชาติ
(International Standard Organization : ISO)หน่วยงานดังกล่าว ทำหน้าที่รวบรวมและกำหนดสัญลักษณ์มาตรฐานที่จะใช้เขียนผังงานระบบ ดังนี้
ตารางที่ 6.1 แสดงสัญลักษณ์และความหมายของผังงานระบบ

ตารางที่ 6.1 แสดงสัญลักษณ์และความหมายของผังงานระบบ

สัญลักษณ์ ความหมาย ตัวอย่างการใช้ คำอธิบาย
แสดงการเริ่มต้น หรือการสิ้นสุดของการเขียนผังงานระบบ (Terminal Interrupt) 1 เริ่มผังงานระบบ
2 จบผังงานระบบ

 

การรับข้อมูลหรือแสดงข้อมูล (Input Output Media) 1 รับ(อ่าน) ค่า A โดยไม่ระบุสื่อที่บันทึกค่า A
2แสดงค่า B โดยไม่ระบุสื่อ
การรับข้อมูลหรือแสดงข้อมูลโดยใช้บัตรเจาะรูเป็นสื่อ(Punch card) แผนผังลำดับงาน: บัตร: READ A รับ (อ่าน)ค่า A ที่บันทึกบนบัตร 1 ใบ
การรับข้อมูลหรือแสดงข้อมูลโดยใช้เทปกระดาษ (Punch Tape) อ่านค่า ID ที่บันทึกบนเทปกระดาษ
  การรับข้อมูลหรือ
แสดงข้อมูลโดยใช้
เทปแม่เหล็กเป็นสื่อ
(Magnetic
Tape)
   

 

 

สัญลักษณ์ ความหมาย ตัวอย่างใช้ คำอธิบาย
 

การแสดงข้อมูลหรือผลลัพธ์พิมพ์ทางเครื่องพิมพ์ลงบนกระดาษต่อเนื่อง (Continuous Paper) แผนผังลำดับงาน: เอกสาร: WRITE A ให้พิมพ์ค่า A ทางกระดาษต่อเนื่อง
การแสดงผลลัพธ์ทางจอภาพ (Display) รูปห้าเหลี่ยม: SHOW A แสดงค่า A ทางจอภาพ
 

 

 

แสดงผลการประมวลเช่น การคำนวณ หรือการกำหนดค่า 1 คำนวณค่า A บวกค่า B
2 กำหนดให้Sum=
0
เส้นแสดงทิศทางสำคัญของการทำงานตามปลายลูกศร (Flow Line)    
แสดงจุดต่อเนื่องจาก ที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งของผังงานระบบหนึ่ง ๆ ที่ไม่สะดวกจะใช้เส้นโดยหมายถึงจุดต่อเนื่องที่อยู่ในหน้าเดียวกัน หลังจากพิมพ์ค่าA แล้งให้ทำตามที่จุดต่อเนื่องชื่อ ซึ่งอยู่ในหน้าเดียวกัน
แสดงจุดต่อเนื่องที่อยู่คนละหน้า (Off-Page Connector) หลังจากกำหนดค่า A=3 แล้วให้ไปทำตามจุดต่อเนื่องชื่อ B ซี่งไม่ได้อยุ่หน้าเดียวกัน
การอธิบายส่วนใดส่วนหนึ่งในผังงานระบบเพิ่มเติมหรือเป็นการหมายเหตุ (Annotation or Comment) ค่า A คือค่าของ AGE

 

หลักเกณฑ์ในการวิเคราะห์งาน
การวิเคราะห์งานหรือการวิเคราะห์ปัญหา นับวาเป็นหัวใจสำคัญของการเขียนโปรแกรมหรือชุดคำสั่ง ต่าง ๆ เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน การวิเคราะห์งานเป็นการศึกษาถึงลักษณะและรายละเอียดของปัญหาเกี่ยวกับงานที่ต้องการเขียนโปรแกรมเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์นำมาศึกษา วิเคราะห์และดีความเพื่อช่วยให้เข้าใจง่ายนั้นได้ดียิ่งขั้นเช่น ต้องการให้เครื่องทำงานอะไร ลักษณะผลลัพธ์ที่ต้องการแสดง วิธีการประมวลผลที่ต้องใช้ และข้อมูลที่จะต้องป้อนเข้าไป
กล่าวโดยสรุป การวิเคราะห์งานจะเป็นการศึกษาผลลัพธ์(Output) ข้อมูลที่นำเข้า (Input) และวิธีการประมวลผล(Process) รวมทั้งการกำหนดชื่อตัวแปร (Variable) ที่จะใช้ในโปรแกรมนั่นเองวิธีการวิเคราะห์งานให้ได้ผลดีนั้นมีหลายแบบ แต่หลักเกณฑ์ใหญ่ ๆ ที่นิยมใช้กันอย่างทั่วไปสามารพแยกเป็นข้อ ๆ ด้ามลำดับดังต่อไปนี้
1             สิ่งที่โจทย์ต้องการ หมายถึง สิ่งที่ต้องการให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำให้ เช่น ต้องการให้คำนวณคะแนนเฉลี่ยของนักศึกษา ต้องการให้คำนวณเงินเดือนและค่าแรง เป็นต้นงานแต่ละชิ้นอายต้องกานใช้เครื่องทำงานให้มากว่าหนึ่งอย่าง ซึ่งควรจะเขียนไว้เป็นข้อ ๆ ให้ชัดเจน การพิจารณาถึงสิ่งที่โจทย์ต้องการเป็นส่วนที่สำคัญมาก เพราะถ้าไม่ทราบก็ไม่สามารถจะทำขั้นตอนต่อไปได้เลย หรือถ้าเข้าใจส่วนนี้ผิดก็จะทำให้งานขั้นตอนต่อไปผิดหมด
2      ผลลัพธ์ที่ต้องแสดง (Output) หมายถึง การวิเคราะห์ลักษณะของงาน หรือรูปแบบผลลัพธ์ที่ต้องการให้คอมพิวเตอร์แสดงออกมาว่าควรจะมีลักษณะอย่างไร มีรายละเอียดที่ต้องการให้แสดงในรายงานมากน้อยเพียงใด หรือรายละเอียดชนิดใดที่ไม่ต้องการให้แสดงออกมาในรายงาน ในกรณีนี้เป็นหน้าที่ของผู้เขียนโปรแกรมเองว่าจะต้องการรูปแบบรายงานออกมาโดยมีรายละเอียดที่จำเป็นและสวยงามเพียงใด เนื่องจากรายงานหรือผลลัพธ์นี้มีความสำคัญต่อผู้บริหาร เนื่องจากผู้บริหารจะใช้รายงานหรือผลลัพธ์ไปช่วยในการตัดสินใจวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้
3 ข้อมูลที่ต้องนำเข้า (Input) หมายถึง ข้อมูลที่ต้องป้อนเข้ามาเพื่อใช้ในการประมวลผล ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต่อเนื่องจากการวิเคราะห์ลักษณะของผลลัพธ์ คือ เมื่อพิจารณาถึงลักษณะของ Output ที่แน่นอนแล้ว ข้อมูลที่ต้องนำเข้าไปก็ควรจะพิจารณาให้เหมาะสมกับผลลัพธ์ที่ต้องการแสดงด้วย ทั้งนี้อาจจะต้องพิจารณาถึงขั้นตอนในการประมวลผลควบคู่ไปด้วย
4 ตัวแปรที่ใช้ (Variable) หมายถึง การกำหนดชื่อแทนความหมายของข้อมูลต่าง ๆ เพื่อความสะดวกในการอ้างถึงข้อมูลนั้น และการเขียนโปรแกรมด้วยการตั้งชื่อตัวแปรที่ใช้ควรคำนึงถึงความหมายที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล การตั้งขื่อตัวแปรนี้จะขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ของภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม เพราะภาษาคอมพิวเตอร์แต่ละภาษามีกฎเกณฑ์และความสามารถในการตั้งตัวแปรแตกต่างกันไป แต่โดยทั่ว ๆ ไป การตั้งชื่อตัวแปรจะพิจารณาความหมายของข้อมูลว่าตรงกับคำใดในภาษาอังกฤษ แล้วนำมาตัดแปลงหรือย่อให้เข้ากับหลักเกณฑ์ของภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้
5 วิธีการประมวลผล (Processing) หมายถึงวิธีการประมวลผลโดยแสดงขั้นตอนต่าง ๆ ที่ต้องทำตามาลำดับ เริ่มจาการรับข้อมูลนำไปประมวลผลจนได้ผลลัพธ์ ขั้นตอนนี้จะต้องแสดงการทำงานที่ต่อเนื่องตามลำดับ จึงต้องจัดลำดับก่อนหลังให้ถูกต้อง ในขั้นตอนของวิธีการนี้ถ้ายิ่งกระทำให้ละเอียดก็จะช่วยในการเขียนโปรแกรมยิ่งง่ายขึ้น

หลักทั่วไปในการเขียนผังงานระบบ
การเขียนผังงานระบบอาจจะเขียนลงในกระดาษที่มีแบบฟอร์มมาตรฐานที่เรียกว่า Flowchart Worksheet ซึ่งจะช่วยให้เขียนผังงานระบบได้สะดวกขึ้น ประหยัดเนื้อที่ ง่ายต่อการติดตามจุดต่อและดูเรียบร้อย หรือจะใช้กระดาษธรรมดาเขียนก็ได้ การเขียนรูปหรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ ในผังงานระบบ จะใช้ Flowchart Template ซึ่งเป็นแผ่นพลาสติกที่มีช่องเจาะเป็นรูปสัญลักษณ์ต่าง ๆ ของผังงานระบบเข้าช่วยก็ได้ ปัจจุบันมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้เขียนผังงานระบบที่มีความสวยงามและเป็นมาตรฐานมากยิ่งขึ้น

ในการเขียนผังงานระบบที่ดี ควรมีหลักเกณฑ์ ดังนี้
1 มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดการทำงานเพียงจุดเดียวในหนึ่งผังงานระบบ
2 มีทางออกจากสัญลักษณ์ใด ๆ เพียงทางเดียว ยกเว้นสัญลักษณ์แสดงการตัดสินใจ        สามารถมีทางออกมาตั้งแต่ 2 ทางได้
3 มีการเข้าสู่สัญลักษณ์ใด ๆ เพียงทางเดียว ถ้าต้องการกระทำกระบวนการเดียวกันควรใช้สัญลักษณ์ตัวเชื่อม
4 ทิศทางลำดับของขั้นตอน ควรจะเริ่มจากบนลงล่าง ซ้ายไปขวา
5 ข้อความที่บรรจุในสัญลักษณ์ควรสั้น กะทัดรัด เข้าใจง่าย
6 ขนาดของสัญลักษณ์ที่ใช้ควรมีขนาดที่เหมาะสม สวยงาม
7 เส้นทางที่ใช้ในผังงานควรเป็นระเบียบเรียบร้อย ชัดเจน ไม่พันกันไปมาจนไม่สามารถทราบจุดตั้งต้นและจุดสิ้นสุดที่แน่นอนได้

ตัวอย่าง เว็บไซต์ การเขียนผังงาน

http://www.thaiall.com/flowchart/indexo.html

เรียงความ

เรียงความ คือศิลปะอย่างหนึ่งของการใช้ภาษาเรียบเรียงความคิดให้เป็นเนื้อเรื่อง โดยแสดงความคิด ความรู้สึก จินตนาการ และความเข้าใจ ด้วยภาษาที่ถูกต้อง สละสลวย ดังนั้น ผู้เขียนจึงจำเป็นต้องศึกษากฎเกณฑ์และฝึกเขียนอยู่เสมอ

ในความหมายที่เฉพาะทางมากขึ้น เรียงความ จะหมายถึงการเขียนที่มีรูปแบบค่อนข้างตายตัว กล่าวคือประกอบด้วย คำนำ เนื้อเรื่อง และบทสรุป ซึ่งแตกต่างจากความเรียงที่มีรูปแบบในการเขียนที่กว้างกว่า ในความหมายนี้ เรียงความที่ดีจะต้องมี

  • เอกภาพ คือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หมายความว่าไม่ให้เขียนนอกเรื่อง
  • สัมพันธภาพ คือ ความสัมพันธ์กัน หมายถึง ข้อความแต่ละข้อความหรือแต่ละย่อหน้าจะต้องมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน
  • สารัตถภาพ คือ การเน้นสาระสำคัญของย่อหน้าแต่ละย่อหน้า และของเรื่องทั้งหมด โดยใช้ประโยคสั้น ๆ สรุปกินความทั้งหมด

สำหรับโวหารที่ใช้ในการเขียนเรียงความ ได้แก่ บรรยายโวหาร พรรณาโวหาร เทศนาโวหาร อุปมาโวหาร และ สาธกโวหาร

สมการ

สมการ เป็นประโยคสัญลักษณ์ที่มีเครื่องหมายเท่ากับ แสดงความเท่ากันของจำนวน 2 จำนวน

เช่น     50      =    50
m      =     4
y + 6   =    15

ตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ที่ใช้แทนจำนวนที่ยังไม่ทราบค่าในสมการ เรียกว่า ” ตัวแปร “

ตัวเลขที่ใช้แทนจำนวนที่มีค่าแน่นอน เรียกว่า ” ตัวคงที่ “

เช่น     สมการ  y + 6 = 15
ตัวแปร ได้แก่  y
ตัวคงที่ ได้แก่ 6 และ 15

คำตอบของสมการ ได้แก่ จำนวนที่แทนค่าตัวแปรในสมการแล้ว ทำให้สมการนั้นเป็นจริง

สมการที่มีตัวแปรอยู่ด้วย เราไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นจริงหรือเท็จ จะจริงหรือเท็จเราจะรู้ได้เมื่อแทนค่าตัวแปรในสมการนั้นแล้ว

ถ้าโจทย์ให้ค่าของตัวแปรมาด้วย เอาค่าของตัวแปรแทนค่าลงในสมการ จะทำให้เกิดผลที่เป็นไปได้อย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้

– สมการเป็นเท็จ

– สมการเป็นจริง

กรณีที่ 1 สมการเป็นเท็จ

เมื่อแทนค่าตัวแปรในสมการแล้วทำให้ประโยคเป็นเท็จ

เช่น   สมการ    y + 6  = 15   แทนค่า  y = 10 แล้ว
10 + 6 = 15  ดังนั้น สมการเป็นเท็จ

กรณีที่ 2 สมการเป็นจริง

เมื่อแทนค่าตัวแปรในสมการแล้วทำให้ประโยคเป็นจริง

เช่น  สมการ   y + 6 = 15  แทนค่า  y = 9 แล้ว
9 + 6 = 15  ดังนั้น สมการเป็นจริง

การแก้สมการ คือ การหาคำตอบของสมการ หรือการหาค่าของตัวแปรซึ่งทำให้สมการนั้นเป็นจริง
คำสั่งที่ใช้ในการแก้สมการ นิยมใช้คำสั่งดังนี้
จงแก้สมการ 5x + 2 = 17
จงหาคำตอบของสมการ 5x + 2 = 17
จงหาค่าของ x ที่ทำให้สมการ 5x + 2 = 17 เป็นจริง
จากสมการ 5x + 2 = 17 จงหาค่าของตัวแปร

การแก้สมการทำได้ 2 วิธีดังนี้
– การแทนค่าตัวแปร
– การใช้คุณสมบัติของการเท่ากัน

การแทนค่าตัวแปร

โดยการทดลองแทนค่าของตัวแปรในสมการ ถ้านำจำนวนใดมาแทนค่าของตัวแปรในสมการนั้น แล้วทำให้สมการนั้นเป็นจริง แสดงว่าจำนวนนั้นเป็นคำตอบของสมการ และถ้านำจำนวนใดมาแทนค่าของตัวแปรในสมการนั้น แล้วทำให้สมการเป็นเท็จ แสดงว่าจำนวนนั้นไม่เป็นคำตอบของสมการ ดังตัวอย่าง

สมการ     y + 6    =  21    แทน   y   ด้วย  15
จะได้     15 + 6   =   21   สมการเป็นจริง
ดังนั้น คำตอบของสมการ คือ 15

สมการ   5x  +  2   =   17   แทน   x   ด้วย  3
จะได้    ( 5 x 3 ) + 2 = 17
15 + 2  =  17       สมการเป็นจริง
ดังนั้น คำตอบของสมการ คือ 3

ถ้าสมการนั้น ๆ สลับซับซ้อน เราจึงใช้คุณสมบัติของการเท่ากันในการหาคำตอบ

การใช้คุณสมบัติของการเท่ากัน

โดยการนำคุณสมบัติการเท่ากันในเรื่อง การบวก การลบ การคูณ การหาร มาใช้ในการแก้สมการ (นักเรียนคลิกไปดูคุณสมบัติได้นะครับ) ดูวิธีการในตัวอย่างต่อไปนี้

จงแก้สมการ      x  –  12   =   18
วิธีทำ                         x   –  12   =   18
นำ 12 มาบวกทั้งสองข้างของสมการ
x – 12 + 12    =   18 + 12    (คุณสมบัติการบวก)
x    =    30
ตรวจสอบคำตอบ   โดยการแทนค่า   x  ด้วย   30
ในสมการ    x  – 12  =    18
จะได้         30 – 12  =    18    สมการเป็นจริง
ดังนั้น คำตอบของสมการ คือ 30

จงแก้สมการ      7x  + 8   =   36
วิธีทำ                         7x   +  8   =   36
นำ 8 มาลบทั้งสองข้างของสมการ
7x + 8 – 8    =   36 – 8    (คุณสมบัติการลบ)
7x    =    28
นำ 7 มาหารทั้งสองข้างของสมการ
(คุณสมบัติการหาร)
x   =   4
ตรวจสอบคำตอบ   โดยการแทนค่า   x  ด้วย  4
ในสมการ        7x  + 8  =   36
จะได้         (7 x 4) + 8  =   36
28 + 8  =   36   สมการเป็นจริง
ดังนั้น คำตอบของสมการ คือ 4

การคลัง

ความหมาย

การคลังภาครัฐ (Public Finance) หมายถึง การคลังในส่วนของรัฐบาล  หรือการคลังในกิจกรรมที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ  การคลังภาครัฐ หรือการคลังของรัฐบาลเป็นเรื่องเกี่ยวกับกิจกรรมทางการคลัง  การเงินต่างๆ ของรัฐบาลที่ถือเป็นหน่วยที่สำคัญหน่วยหนึ่งของระบบสังคม  เนื่องจากมีผลผูกพันและกระทบไม่เฉพาะชีวิตความเป็นอยู่ของคนในปัจจุบันเท่านั้น  แต่ยังมักจะส่งผลกระทบและผูกพันถึงคนในอนาคตหรือในยุคต่อไปด้วย

มีนักวิชาการหลายคนได้ให้ความหมายเกี่ยวกับการคลังภาครัฐ ไว้ดังนี้

  • การคลังภาครัฐ ครอบคลุมถึงปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศแทบทุกประการ  โดยอาจแบ่ง

ปัญหาได้เป็น 4 ประการใหญ่ๆ คือ

1)            ปัญหาการจัดสรรทรัพยากร (Resource Allocation)

2)            ปัญหาการกระจายรายได้ประชาชาติ (Income Distribution)

3)            ปัญหาการทำให้คนมีงานทำ (Full Employment)

4)            ปัญหาเสถียรภาพของระดับราคาและการพัฒนาเศรษฐกิจ (Price-Level Stability and Economic Growth)

  • การคลัง  เป็นเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเข้าไปมีบทบาทในทางเศรษฐกิจของรัฐบาลในด้าน

ต่างๆ รวม 4 ด้าน คือ

1) การจัดสรรทรัพยากร (The Allocation Function)

2) การกระจายรายได้ประชาชาติ (The Distribution Function)

3) การรักษาเสถียรภาพและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (The Stabilization Function)

4) การประสานงบประมาณ (Coordination of Budget Functions)

  • การคลัง เป็นการกำหนดนโยบายและการดำเนินงานด้านการเงินของรัฐบาล  ซึ่งในทางปฏิบัติ

จะเกี่ยวข้องกับรายได้ของรัฐบาล (Government Revenue) ที่ได้มาจากภาษีอากรและแหล่งรายได้อื่นๆ  รายจ่ายรัฐบาล (Government Expenditure)  หนี้ของรัฐบาล (Government Debt) หรือหนี้สาธารณะ (Public Debt)  และนโยบายการคลัง (Fiscal Policy)

  • การคลังภาครัฐ (Public Finance) ที่เรียกกันอยู่ทั่วไปนั้นเป็นคำที่ไม่ตรงกับความหมายตาม

ตัวอักษรที่คำนี้ควรเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเงินและโดยเหตุผลดังกล่าวผู้แต่งตำราบางคนจึงนิยมที่จะเรียกคำนี้ว่า “เศรษฐศาสตร์ในภาครัฐ (Public Sector Economics)”  หรือ “เศรษฐศาสตร์ของรัฐ Public Economics)” แทน  โดยหมายถึงหน้าที่ทางเศรษฐศาสตร์จุลภาคของรัฐบาลในการจัดสรรทรัพยากรและการกระจายรายได้  รวมทั้งหน้าที่ทางเศรษฐศาสตร์มหภาคของรัฐบาลในการจัดเก็บภาษี  การใช้จ่าย  และการใช้นโยบายการเงินที่มีผลต่อภาพรวมการว่างงานในทุกระดับ  และต่อระดับราคา

  • การคลังภาครัฐ (Public Finance) เป็นการศึกษากิจกรรมการหารายได้และการใช้จ่ายของ

รัฐบาล  การอธิบายเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินงบประมาณ  ภาษีอากร  รายจ่ายสาธารณะ  และหนี้สาธารณะ  การคลังภาครัฐเป็นการศึกษาผลกระทบต่างๆ ของงบประมาณต่อระบบเศรษฐกิจ  โดยเฉพาะผลกระทบต่อการบรรลุเป้าหมายสำคัญทางเศรษฐกิจในด้านความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ  ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ  ตลอดจนประสิทธิภาพการบริหาร  นอกจาหนี้  การคลังภาครัฐยังเป็นการศึกษาถึง “สิ่งที่ควรจะเป็น (What to be)”  การทำความเข้าใจการคลังภาครัฐจะทำให้สามารถอธิบายประเด็นสาธารณะต่างๆ ดังต่อไปนี้ได้ดีขึ้น

1) กิจการของรัฐควรมีขอบข่ายครอบคลุมถึงอะไรบ้าง

2) บริการสาธารณะประเภทใดควรจะอยู่ในความดูแลรับผิดชอบจัดให้  บริการของส่วนกลาง

หรือส่วนท้องถิ่นจึงจะถูกต้อง

3) ระบบภาษีอากรที่กำลังใช้อยู่เป็นอุปสรรคขัดขวางการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจหรือไม่

4) เหตุใดท้องถิ่นจึงประสบปัญหาในการบริหารงานมากมาย  และท้องถิ่นควรจะหาทางออก

ของท้องถิ่นเองอย่างไร  เพื่อให้ส่วนกลางเข้ามาแทรกแซงได้น้อยที่สุด

5) รัฐบาลจะมีวิธการอย่างไรในการรับมือกับวงจรธุรกิจ  เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดคิดมา

ก่อนอันสืบเนื่องจากความพลาดพลั้งของมนุษย์  หรือเมื่อมีการประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจผิดพลาด

6) เหตุใดจึงต้องกังวลกับการเป็นหนี้ของประเทศชาติ

  • การคลังภาครัฐ หรือ การคลังรัฐบาล  ประกอบด้วยการศึกษาแนวคิด  ทฤษฎี  พฤติกรรม  กิจกรรมการดำเนินงาน  ตลอดจนแนวปฏิบัติต่างๆ เกี่ยวกับ  การหารายได้  การใช้จ่ายสาธารณะ  การภาษีอากร  การก่อหนี้สาธารณะ  การใช้จ่ายของรัฐบาล  บทบาทของรัฐบาลในระบบเศรษฐกิจ  นโยบายการเงิน  และนโยบายการคลัง  ระดับประเทศ  และ/หรือระดับท้องถิ่น  รวมทั้งการศึกษาผลกระทบจากกิจกรรมการดำเนินการต่างๆ ทางการคลังของรัฐบาลที่มีต่อสังคมและประเทศโดยส่วนรวม

ความสำคัญของการคลังภาครัฐ

จากความหมายของคำว่า การคลังภาครัฐ (Public Finance) จะเห็นว่ามีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการเมืองการบริหาร  เศรษฐกิจ  และสังคมของประเทศที่ยากจะแยกประเด็นออกจากกันได้ชัดเจนที่นักวิชาการบางท่านเอ่ยถึง  การคลังภาครัฐนับเป็นส่วนประกอบสำคัญส่วนหนึ่งของสังคม  ซึ่งสังคมเกิดจากสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ  ปัจเจกบุคคลแต่ละคนก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่มีชีวิตดังกล่าว  ในกรณีนี้รัฐบาลก็ทำหน้าที่เปรียบเสมือนหัวใจ  บ้านเมืองเปรียบเสมือนร่างกายมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจที่ต่างกับเครื่องจักรซึ่งเมื่อแยกชิ้นส่วนออกจากกันแล้วยังสามารถนำกลับมาต่อเข้าด้วยกันเหมือนเดิมได้  ในขณะที่การอยู่ร่วมกันของคนในสังคมกระทำแบบเครื่องจักรไม่ได้  หรือถ้าเปรียบอวัยวะต่างๆ ทั้งหมดในร่างกายของมนุษย์เป็นระบบราชการทั้งระบบการคลังก็อาจเปรียบได้กับหัวใจที่มีหน้าที่สูบฉีดโลหิตไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายมนุษย์ให้ดำรงชีวิตอยู่ได้  ร่างกายที่มีหัวใจสมบูรณ์แข็งแรงสามารถลำเลียงโลหิตไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้อย่างสม่ำเสมอตลอดเวลาตามที่สมองสั่งการได้ฉันใด  ก็อุปมาดั่งการคลังที่สามารถทำหน้าที่รองรับกลไกระบบการบริหารงานต่างๆ ของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

การเงิน

ความหมาย

การเงิน หมายถึง จำนวนหรือปริมาณของตัวเงินที่ใช้สนับสนุนการบริหารและการปฏิบัติงานในแต่ละกิจกรรม มีปริมาณเพียงพอที่จะสามารถทำกิจกรรมสำเร็จตามวัตถุประสงค์และมีระดับคุณภาพของงานตามมาตรฐาน การเงินจะต้องจัดสรรให้อยู่ในรูปของงบประมาณที่เตรียมการโดยแบ่งตามกิจกรรมในแต่ละพันธกิจของสถาบัน น้ำหนักของการจัดสรรให้เป็นไปตามความสำคัญและความจำเป็นของแต่ละกิจกรรมหรือเป็นไปตามจุดเน้นที่ตกลงร่วมกัน นอกจากนั้นการเงินยังหมายถึงการจัดการด้านการเงิน ให้สถาบันมีสถานะทางการเงินที่เชื่อถือได้ทั้งในรูปแบบทางการจัดหารายได้ และการใช้จ่ายที่จำเป็นและสมเหตุสมผล มีความประหยัด คุ้มค่า มีประสิทธิภาพตลอดถึงมีวิธีการใช้จ่ายเป็นไปตามระเบียบ

ความสำคัญ

เงินเป็นทรัพยากรการบริหารที่สำคัญในลำดับต้น ๆ เป็นตัวกำหนดความสำเร็จของงานสถาบันจะได้เงินมา  (จากการสนับสนุนของรัฐหรือองค์การอื่น ๆ)   ก็ต่อเมื่อได้แสดงผลให้สาธารณะไว้วางใจว่า สถาบันจะมีพฤติกรรมการทำงานที่มีคุณภาพเป็นที่     ยอมรับได้

เกณฑ์

1. มีแผนงานของสถาบันที่กำหนดวงเงินงบประมาณให้เป็นไปตามแนวทางการพัฒนา
2. มีการจัดสรรงบประมาณที่สอดคล้องกับนโยบาย เป้าหมาย และเป็นไปตามลำดับความสำคัญของสถาบัน
3. มีการประเมินการใช้เงินเพื่อการปรับปรุงและจัดสรรงบประมาณ
4. มีการเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศด้านการเงิน

10.สัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับจำนวนต่าง ๆ ที่ควรทราบ

สัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับจำนวนต่าง ๆ ที่ควรทราบ